แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ kai แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ kai แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

CHANKAI | TRANSFORMER (CK Version)

TRANSFORMER
N. ผู้เปลี่ยนรูป, ผู้แปรรูป
 CHANYEOL x KAI


                “แสนวอนขาดตัว”

                “โหย มึงจะงกไปไหนหนักหนาวะ”

                “...”

                “เออๆ เห่อะ ไอ้ผู้ดีตกยาก”

                ธนบัตรห้าพันวอนปึกใหญ่ถูกขว้างจากมือเรียวอย่างไม่สบอารมณ์ ร่างสูงตรงข้ามเค้นหัวเราะก่อนจะก้มเก็บกองกระดาษมีค่าที่ตกตามพื้นอย่างไม่ถือสา มวนบุหรี่ถูกยกขึ้นกลับไปคาบที่ปากต่อเมื่อไม่มีความจำเป็นที่เขาจะต้องพูดอะไรอีกแล้ว

                “แล้วเรื่องเรียนมึงจะเอายังไงต่อ”มือขาวเอื้อมไปคว้าแย่งบุหรี่จากปากอีกคนก่อนจะนำมาสูบต่อ สูดเอาสารพิษต่อร่างกายเข้าจนเต็มปอดคนตรงหน้าที่ยังวุ่นวายอยู่กับการเก็บแบงค์วอนก็ยังไม่สนใจที่จะตอบ เรียวปากบางพ่นควันขาวใส่อีกคนอย่างนึกแกล้งเป็นเวลาเดียวกันที่อีกคนเก็บรวมเงินทั้งหมดเสร็จ

                “คงไม่ละ เรียนไปจบมาก็ไม่รู้จะไปบริหารอะไร”

                เออ ก็จริงอย่างที่มันว่า เจ้าของใบหน้าหวานกลอกตามองท่าทางตามคนมากท่าที่แค่จะเก็บตังใส่กระเป๋าสะพายต้องทำเท่ขนาดนั้นเชียวคิดแล้วก็อดที่จะเบ้ปากใส่ไม่ได้

                “มึงโอเคจริงๆใช่ไหม”แต่สุดท้ายเพื่อนก็ยังคงเป็นเพื่อนอยู่ดี เมื่ออดที่จะเป็นห่วงเพื่อนยากที่ตอนนี้ต้องมานั่งตกระกำลำบากอยู่แบบนี้เพราะบริษัทที่พ่อมันสร้างขึ้นมาถูกบอร์ดบริหารเห็นแก่ได้บีบไล่จนล้มละลายกันยกบ้าน

                “กูโอเคอยู่แล้ว ยังไงกูก็ฝากตังไว้ที่มึงเยอะ”

                นั่นหละประเด็น ประเด็นที่ว่าโอ เซฮุนคนนี้ดันเผลอไปยืมเงินไอ้เพื่อนยากมาเล่นอะไรๆผิดกฎหมายซะมากโข ความจริงเงินแค่นี้ไม่ระคายหลังพ่อเขาสักเท่าไหร่ แต่เงินพ่อก็คือเงินพ่อ ขืนบอกไปโดนหักเงินเดือนไม่พอ โดนตัดออกจากกองมรดกนี่ซวยไปอีก

                “คุณน้ากับคุณลุงโอเคไหม”เจ้าของผิวขาวเอ่ยถามถึงบุคคลที่เคารพอีกสองคน ร่างสูงตรงหน้าพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยตอบว่าพวกท่านไปอยู่ที่ต่างประเทศกับญาติชั่วคราว ส่วนตัวมันที่ยังอยู่ที่นี่ก็คงไม่ต้องสืบหรอกว่ามันอยู่ทำไม


                คิดงานใหญ่เลยล่ะ


                “มึงแน่ใจหรอ มึงจะเอาจริงดิ้”มือเรียวขาวรับซองกระดาษสีน้ำตาลมาก่อนจะเปิดดูเอกสารด้านในอย่างสนอกสนใจตรงข้ามกับคำพูดอย่างสิ้นเชิง ไอเขาก็หวังว่ามันจะไม่โดนเล่นไปเสียก่อน

                “อืม”

                งานใหญ่ที่ว่าก็คือไอ้เพื่อนรักคนนี้คิดการใหญ่ที่จะเอาบริษัทคืนหรือก็ทำลายไปซะ งานใหญ่ไหมล่ะ งานมืดด้วยละซี่ และแน่นอนด้วยความที่มิตรภาพอันเหนียวแน่นก็ทำให้เขาตกลงช่วยมันอย่างไม่มีอิดออดใดๆทั้งสิ้น แม้กระทั่งพ่อของเขาก็ยังอยากจะร่วมช่วยด้วย! ให้ตายเถอะจอร์จ

                “เอาเหอะ มึงก็กลับห้องไปได้ละ เดี๋ยวก็โดนล่าอีก”

                เจ้าของใบหน้าคมเข้มที่แทบจะมีบทพูดเพียง1ใน3พยักหน้ารับก่อนจะเดินหลบไปในตรอกมืดเจ้าประจำ เพราะตั้งแต่ที่บ้านล้มละลาย ความซวยของเพื่อนคนนี้มันก็ยังไม่พอสาแก่ใจพระเจ้าเพราะอยู่ดีๆ เน้นว่าอยู่ดีๆเพื่อนยากเขาก็ถูกตราหนี้แปดร้อยล้านวอนแปะหน้าผากโดยบริษัทหน้าเลือดที่มาเทคโอเวอร์ เห้ย มันเป็นไปได้ยังไง! ตอนที่มันรู้จากข่าวในทีวีครั้งแรกหน้ามันนี้เหวอไปถึงสามโลกไม่แพ้กัน จะเอาเรื่องก็ไม่มีตังไปขึ้นศาลอีกเพราะลำพังแค่ตังที่โอ เซฮุนคนนี้ไปติดหนี้มันก็คงสู้บริษัทใหญ่ที่ตังมากมายพร้อมเส้นสายอันใหญ่โตไม่ได้หรอก ลำบากโดยจริงแท้ แต่เมื่อคิดอะไรบางอย่างได้มือขาวก็ล้วงเอามือถือในกระเป๋ากางเกงออกมากดส่งข้อความที่ลืมบอกอีกคนว่าถ้าถึงห้องให้โทรมาบอกด้วย  เจอกันทุกครั้งก็หวังว่ามันจะกลับไปปลอดภัยล่ะนะหนีมาได้ขนาดนี้


                สามคน... นับความเคลื่อนไหวที่แอบย่องอยู่ด้านหลังตอนนี้ได้สามคน เจ้าของร่างสมส่วนยังคงเดินเข้าตรอกซอยไปอย่างไม่ผิดปกติ ต้องขอบคุณที่เมื่อก่อนชอบพาตัวเองไปฝึกจำพวกศิลปะการต่อสู้รวมทั้งการสังเกตการณ์ไว้ตอนนี้มันเลยโคตรจะมีประโยชน์ในขณะที่เขากำลังถูกล่าตัวอยู่แบบนี้ แรงสั่นครืดจากโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงเรียกความสนใจจากเจ้าของได้ เขาคิดว่าโอ เซฮุนน่าจะส่งข้อความมาว่าให้โทรหาถ้าถึงห้อง เพราะหมอนั่นมักจะย้ำเตือนเขาแบบนี้เสมอตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นมา

                เสียงรองเท้าที่เดินตามหลังเริ่มเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆเหมือนกับว่าเจ้าพวกนั้นไม่สนใจที่จะปิดบังตัวตนอีกต่อไป—


                หวืด—

                ตุ้บ!

                ร่างสูงก้มหลบได้อย่างทันท่วงทีเมื่อเห็นจากเงาข้างตัวว่ามีผู้ไม่ประสงค์ดีกำลังจะหวดอะไรสักอย่างใส่หัวเขา ขายาวเตะกลับเข้าที่ข้อพับจนอีกคนที่หวังร้ายพุ่งทะเล่อทะล่าไปข้างหน้าแล้วล้มลง

                “มึง!

                น้ำเสียงที่ไม่ข่มความแค้นเคืองร้องลั่นขึ้นมา คนถูกกล่าวเรียกยกยิ้มอย่างภูมิใจในผลงานของตน ก่อนการตะลุมบอลสามต่อหนึ่งจะเกิดขึ้น เขาแทบไม่ต้องคิดเลยว่าคนว่าจ้างเจ้าพวกนี้ใช้อะไรคิดถึงคัดมาแค่รูปร่างสูงใหญ่แต่ฝีมือโคตรจะห่วยแตกโดนเตะทีสองทีก็หน้าหงายไปซะเกือบทุกคน แต่ก่อนที่จะได้ใจกับชัยชนะที่กำลังจะมาถึง ไอ้หัวโล้นที่โดนถีบหน้าหงายเมื่อครู่ก็หัวเราะขึ้นมา

                “มึงไม่รอดแน่ พวกกูมาเพิ่มแล้ว”

                ร่างสูงเหลือบมองไปด้านหลังก่อนจะพบว่าที่ไอ้โล้นซ่าพูดมาทั้งหมดนั่นคือความจริง มนุษย์ร่างหนาหลายคนเริ่มทยอยเดินข้ามาจากเงามืด ริมฝีปากทำได้เพียงถอนหายใจให้กับลางพ่ายแพ้ครั้งนี้

                “กว่าจะหามึงเจอได้ก็ตั้งนาน ยอมมากับพวกกูดีๆซะเถอะ คิม จงอิน


                คิดว่าเขาจะยอมง่ายๆหรอ?
               


TRANSFORMER



                “มึงต้องขอบคุณเจ้านายพวกกูที่บอกให้จับมึงมาโดยที่ไม่ต้องตาย”

                เสียงเอ่ยทวงคำขอบคุณให้กับเจ้านายอย่างกับพวกหมาเลียหน้าแข้งดังขึ้นในขณะที่เขาถูกมัดแขนมัดขาพร้อมผ้าดำคลุมหัวเอาไว้พาไปที่ไหนสักแห่ง— เออ ไม่ตายแต่ตัวเขานี้แทบจะพังเพราะโดนยำตีน ถึงแม้จะร่ำเรียนมาแค่ไหนแต่มาเป็นสิบแบบนี้ถ้าไม่ยอมก็คงตายคาตีนพวกมันแน่ นั่งไปได้สักพักรถจอดลงก่อนที่พวกบ้านในรถจะออกไปจนหมดไม่นานจงอินก็ได้ยินเสียงอะไรสักอย่างด้านนอกรถจากนั้นเขาก็ถูกย้ายมาที่รถอีกคัน

                ร่างสูงถูกพามายังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งคิดดูแล้วก็คงไม่พ้นโรงเก็บของหรือไม่ก็โกดังติดแม่น้ำแบบในหนัง แต่ทว่าเมื่อผ้าคลุมหัวถูกดึงออกกลับทำให้คิม จงอินต้องขมวดคิ้วสงสัยขึ้นมา


            ห้องนอน


                เสียงประตูปิดพร้อมลงกลอนจากด้านนอกเรียกความสนใจเจ้าของร่างสีแทน แต่ก็ดีที่มันเปิดโอกาสให้คิม จงอินใช้ความพยายามในการดันโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงที่สั่นครืดอย่างรู้งาน โอ เซฮุนเป็นที่พึ่งให้กับเขาได้เสมอ เมื่อสมาร์ทโฟนราคาแพงตกลงสู่พื้นห้องเจ้าของตำแหน่งคนถูกลักพาตัวก็ใช้มือที่ถูกมัดไว้ด้านหลังเลื่อนรับสายพร้อมเปิดลำโพงทันที

                [เห้ย ทำไมมึงไม่โทรมาสักทีวะ แล้วนี่ก็กว่าจะรับ กูคิดว่ามึงเป็นอะไรไปแล้วสะอีก]

                “มึงคิดถูกแล้วล่ะ”

                [อะไรนะ]

                “อืม กูโดนจับมา โดนยำตีนซะเกือบเละ”ร่างสูงครางในลำคอเมื่อเผลอก้มผิดท่าจนปวดไปทั้งสะโพกที่โดนกระทืบ

                [มึงอยู่ที่ไหน! เดี๋ยวกูจะไปช่วยมึงเดี๋ยวนี้]
                “กูไม่รู้ พวกนั้นคลุมหัวตอนพากูมา”เสียงปลดกลอนดังขึ้นจากหน้าห้องทำเอาคนที่กำลังเปลี่ยนท่าทางสะดุ้งเฮือก คำว่าฉิบหายลอยวนไปในหัวแต่มันก็เป็นโอกาสดีที่เขาจะได้บอกตำแหน่งให้โอ เซฮุนได้รู้ได้

                “ไอ้เซ หุบปากก่อนพวกมันมาแล้ว กูจะเปิดสายทิ้งไว้”

                [เออๆ]

                ร่างสูงเอนตัวนอนเล็กน้อยเพื่อดันโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกงด้านหลัง ในขณะที่คนหน้าห้องยังคงเอาแต่พูดถามไถ่กันอยู่ แต่เพียงไม่นานหลังจากที่จงอินยัดมือถือได้สำเร็จแบบเส้นยาแดงผ่าแปดประตูก็ถูกเปิดเข้ามา ร่างสูงโปร่งสมส่วนภายใต้ชุดสูทเนี้ยบสีดำสนิทยกยิ้มขำให้กับท่าทางเขาที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่แบบนี้ทั้งที่ปวดเอวแทบตาย ใบหน้าคมเข้มขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าคือใคร

                “ว่าไงครับจงอิน สบายดีไหม”

               
                “... ปาร์ค ชานยอล




                โอ เซฮุนกำลังนั่งไม่ติดที่ หลังจากที่เพื่อนสนิทรับสายเขาพร้อมบอกข่าวร้ายมา โอเซฮุนก็แทบวิ่งพรวดเข้าไปในห้องทำงานของพ่ออย่างรวดเร็วเพื่อเล่าสถานการณ์ตอนนี้ให้พ่อรู้ แต่ทว่ามันกลับผิดคาดตรงที่ว่า จงอินถูกปาร์ค ชานยอลจับไป ปาร์ค ชานยอลที่คอยแต่จะงาบเพื่อนเขาอยู่ตลอด และแน่นอนว่าจงอินมันไม่รู้ มันรู้จักแค่พี่ชานยลคนดีจนวันที่บ้านมันล้มละลายนั่นแหละมันถึงได้เปลี่ยนไปเป็นเกลียดแทน บอกตามตรงเซฮุนก็ไม่เคยเข้าใจรสนิยมของชานยอลมากนักที่ดันมาหลงเพื่อนสนิทเขาได้ แต่โอ เซฮุนก็ไม่กล้าบอกเพื่อนยากในเรื่องนี้...

                และนั่นทำให้โอ เซฮุนคิดอะไรบางอย่างมาตลอดว่าทั้งหมดจะเป็นแผนของชานยอลเพื่องาบจงอินทั้งไอเรื่องหนี้แปดร้อยล้านแต่ถึงกับทำให้ครอบครัวล้มละลายเพื่องาบจงอินเนี่ยนะ? แต่ประโยคสนทนาที่เขาเคยคุยกับชานยอลเมื่อไม่นานก็ผุดขึ้นมาราวกับจะหลอกหลอนให้ได้สติมันทำให้เขารู้ว่าชานยอลไม่ได้หวังร้ายเลยสักนิดความจริงชานยอลเพียงแค่— เสียงจากปลายสายก็ดังขึ้นเรียกให้เซฮุนหลุดจากภวังค์ที่สร้างขึ้น

                [ผมควรดีใจไหมที่คุณยังไม่ลืมชื่อผม]

                [หึ กูไม่ลืมคนสันดานเสี้ยมแบบมึงหรอก]

                [คุณก็ว่าไป โดนใครเป่าหูมาเนี่ยครับ]

                [มึงตั้งใจทำให้บอร์ดบริหารไม่พอใจพ่อกูเพื่อที่พ่อมึงจะเอาบริษัทพ่อกูไปไง มึงต้องการอะไรอีกวะ! ]

                [ผมว่าคุณคงจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้วนะจงอิน]

                [...]

                [ส่วนคำถามนั่น— คือผมต้องการคุณไงครับ]

                [...]

                “...”

                เงียบกันทั้งสายไม่เว้นแม้กระทั่งพ่อของเขาทั้งเมื่อครู่ยังทำหน้าตาเคร่งเครียดฟังบทสนทนา แต่เมื่อรูปประโยคแปลกๆที่โพล่งมาจากปากของปาร์คชานยอลทำเอาเซฮุนต้องกุมขมับอย่างช่วยไม่ได้


            คิมจงอินไม่รอดแน่ นี่คือสิ่งที่เขาสันนิษฐานเอาไว้!


               
                นี่มันบ้าอะไรกันหลังจากที่ปาร์ค ชานยอลพูดจบเจ้าตัวก็แก้มัดพร้อมขอตัวกลับไปทำงานต่อโดยไม่สะทกสะท้านอะไรทั้งสิ้น คนผิวเข้มตกอยู่ในห้วงความคิดที่สับสนวุ่นวายจนกระทั่งเสียงจากปลายสายที่กระเป๋ากางเกงด้านหลังดังขึ้น จงอินคว้าเอามาถือไว้พร้อมกดปิดเสียงลำโพง

                “กูโอเค มึงมาพากูกลับที”เอ่ยขอความช่วยเหลืออีกคนไปพร้อมกับพยายามหาทางออกที่น่าจะทำให้หนีพ้นได้มากที่สุด ร่างสูงเดินไปยังหน้าต่างกระจกใสที่ไม่มีเหล็กดัดกั้นไว้อย่างที่คิด
                [มึงอยู่นั่นแหละดีแล้ว มันมาดี เชื่อกู]
                “มึงว่าไงนะ”คนผิวแทนเหวกลับไปแทบจะทันทีเมื่อเพื่อนสนิทดันมาพูดประโยคประหลาดทั้งที่ตอนนี้มันควรจะรีบบึ่งรถมาช่วยเขาออกไป

                [ชานยอลมันไม่ทำร้ายมึงหรอก มันจะช่วยมึงด้วยซ้ำ]

                คิมจงอินขมวดคิ้ว หมายความว่ายังไงที่ว่าปาร์ค ชานยอลจะช่วย ทั้งที่บริษัทของไอตัวสูงนั่นแหละคือต้นเหตุของเรื่องทั่งหมดทั้งมวล คิม จงอินคงจะไม่มาลำบากแบบนี้ถ้าไม่ใช้เพราะปาร์คกรุ๊ปนั่น

                [ฟังนะจงอิน ถึงพ่อมึงกับพ่อชานยอลจะไม่ถูกกันแต่เขาเคยเป็นเพื่อนสนิทกันนะมึง มันตัดไม่ขาดหรอก]

                “มึงรู้เรื่องนี้ได้ยังไง”ถูกอย่างที่เซฮุนพูดมาทั้งหมดที่ว่าพ่อของเขาเคยเป็นเพื่อนสนิทกับพ่อของปาร์ค ชานยอล แต่ก็มาแตกหักเพราะอะไรบางอย่างซึ่งเรื่องนี้พ่อไม่เคยบอกสักครั้ง

                [ก็ชา—]

                “เห้ย เอาคืนมา!

                “ทำแบบนี้ไม่ดีเลยนะครับจงอิน โทรหาใครเนี่ย โอ—เซ—ฮุน ผมว่าผมพูดกับเด็กนี่รู้เรื่องแล้วนะครับ”หัวทุยส่ายไปมาอย่างหน่ายใจก่อนจะเก็บโทรศัพท์เขาใส่กระเป๋ากางเกงตัวเองหน้าตาเฉย ร่างผิวแทนพยายามคว้าเอาโทรศัพท์ที่อีกฝ่ายแย่งไป แต่ด้วยความสูงที่ผิดมนุษย์มนาของคนตรงหน้าก็เป็นอุปสรรคในการเอาคืน คนผิวเข้มกัดฟันกรอด เอาคืนไม่ได้อย่างน้อยก็ขอต่อยหน้าสักหมัดสองหมัดและ— คิม จงอินไม่ได้คิดเปล่าๆ


                ผัวะ


                “โอ้ย ต่อยผมทำไมครับ”

                ประหลาด... ทั้งที่หมัดก็ออกไปช้าเพราะตอนนี้ทั้งร่างเขากำลังระบมอยู่ แต่หมอนี่กลับหลบไม่ได้ ไม่สิ.. เหมือนไม่หลบเสียมากกว่า จงอินมองอีกคนอย่างดูเชิงเมื่อคนที่ถูกต่อยจนล้มกระแทกพื้นลุกขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง

                “หมัดหนักจังเลยครับ”

                “มึงไปพูดอะไรกับเซฮุน”คิม จงอินเป็นคนที่ห่วงเพื่อนและคนรอบตัวมาก ไม่ว่าใครไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาลากคนรู้จักเขาให้เข้าไปเกี่ยวกับเรื่องแย่ๆด้วย— ยกเว้นเรื่องหนี้ที่เขาไปทวงโอ เซฮุนไว้ละกัน

                “ความจริงไงครับ”คนตรงหน้ายังคงรอยยิ้มกว้างโชว์ฟันขาวๆอยู่เหมือนเดิมราวกับไม่สะทกสะท้านอะไรกับคำด่าจากเขาทั้งสิ้น

                “ต้องการอะไรกันแน่”

                “ก็—”

                “อย่าเสร่อตอบว่าต้องการกู!

                “อ้าว... จะให้ผมตอบอะไรละครับทีนี้”ชานยอลขมวดคิ้วสงสัยอย่างเสแสร้งขนาดที่เด็กอนุบาลมองยังดูออก คิม จงอินเผลอกัดฟันกรอดเป็นรอบที่ล้านด้วยความหงุดหงิด หมอนี่จะกวนประสาทเขาไปถึงไหน หัดสะทกสะท้านบ้างไม่ได้หรือไง

                “มึง!!

                “ใจเย็นๆน่าจงอิน ผมว่าเราควรมาจับเข่าคุยกันนะครับ


                แต่ถ้าจงอินไม่รังเกียจเรามาคลานเข่าคุยก็ได้นะครับ”


                คลานบ้านป้ามึงไป้!!
               



                หลังจากที่ถูกถูกลากถูกังมาจนถึงเตียงคิงไซส์ได้ปาร์ค ชานยอลก็จัดการหาเทปมาปิดปากพร้อมมัดมือเขาไว้ข้างหลังเหมือนเดิม ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาพูดหยาบคายมากไป คิม จงอินทำท่าเหม็นเบื่อคนตรงหน้าสุดจะทนหันหน้าหนีทุกครั้งที่หมอนั่นกำลังจะเริ่มเล่าเรื่องทั้งหลาย แต่ชานยอลกลับไม่ยอมเพราะถือเรื่องมารยาทที่ว่าคุยกันต้องมองหน้ากันซึ่งมันเป็นเรื่องบ้าสิ้นดี จะพูดก็พูดมาเลยดิวะ! ตอนนี้คิม จงอินถึงถูกมือหน้าล็อคคางไว้อย่างกับคีมเหล็ก

                ให้ตายเหอะ

                “จงอินครับ ผมและพ่อไม่ได้ตั้งใจจะยึดบริษัท แต่ผมตั้งใจจะช่วยต่างหาก”คนตรงหน้ากดหน้าลงต่ำเล็กน้อยในขณะที่เล่าเรื่องราวอยู่ ร่างสูงหยุดลงสักครู่เหมือนดูเชิงอะไรสักอย่าง คิม จงอินก็ไม่อยากจะคิดว่าปาร์ค ชานยอลจะให้เขาพูดตอบอะไรทั้งๆปิดปากเขาไว้แบบนี้

                “...”

                “ผมรู้จักตาแก่อินซางหัวหน้าแก๊งบอร์ดบริหารนั่นดี ไอ้มนุษย์จอมเสี้ยมนั่น ผมเลยให้คนของผมเข้าไปสืบตาแก่นั่นจนรู้ว่ามันหวังจะฮุบไว้เป็นของตัวเอง”

                คิม จงอินมองคนตรงหน้าอย่างไม่เชื่อหู ลุงอินซางที่ชานยอลพูดถึงเขาพอจะรู้จักบ้าง ก็เพราะลุงอินซางนี่แหละที่เป็นคนมาสารภาพกับเขาว่าพ่อของชานยอลคอยยุแหย่ ใครพูดจริงกันแน่?

                “แล้วทีนี้ ก็เป็นอย่างที่จงอินเห็น คุณลุงจองโมก็คงระแคะระคายอยู่บ้าง ลุงเลยแอบขายหุ้นให้พ่อผมอย่างลับๆ เผื่อเกิดเหตุการณ์อะไรแบบนี้ขึ้นมา พี่สาบานได้ว่าพี่พูดเรื่องจริง”แววตากลมโตฉายแววจริงจังขึ้นมาเมื่อจบประโยค จงอินกำลังขบคิดอยู่ในใจ ที่ผ่านมาเขาก็ไม่เคยคิดว่าลุงมินโฮจะทำเรื่องแบบนี้ได้จนกระทั่งลุงอินซางมาบอกหลังเกิดเรื่องนั่นล่ะ

                “นายคงจะไม่เห็นสีหน้าของตาแก่อินซางทันทีที่รู้ว่าพ่อผมมีหุ้นมากพอที่เข้ามาคุมได้โดยไม่ต้องปล่อยให้มันยกตัวเองขึ้นบริหาร”ปาร์ค ชานยอลยกยิ้มขึ้นมาเมื่อคิดถึงชัยชนะและนึกไปถึงหน้าซีดๆของพวกกลุ่มบอร์ดบริหารนั่น

                “ส่วนเรื่องหนี้นั่น ผมไม่ได้เป็นคนทำ เป็นตาแก่นั่นที่ทำเพื่อหวังจะจับนายมาเป็นตัวประกันเพื่อมาบีบพวกผม เพราะมันรู้ว่าผม—”แววตาจริงใจ และมุ่งมั่นทำเอาจงอินเกือบจะใจอ่อนถ้าไม่ติดประโยคสุดท้ายที่หมอนี่พูดไม่จบ แววตาสงสัยระคนแปลกใจถูกส่งออกไปหาคนตรงหน้า ร่างสูงตรงหน้าทำท่าเลิกลักไม่เป็นตัวของตัวเองก่อนจะกระแอมไอเรียกสติกลับคืนพร้อมพูดต่อ

                “อะ เอ่อ ตอนนี้พ่อผมกำลังรวบรวมหักฐานทั้งหมดเพื่อเอาผิดตาแก่นั้นพร้อมกับหารายชื่อคนที่ร่วมความคิดตาแก่นั้น จากนั้นพ่อก็จะไล่พวกนั้นออกไป แน่นอนผมหวังให้มันติดคุกซะ แต่จงอินก็น่าจะรู้ว่าเป็นไปได้ยากกับพวกมีเงินพวกนั้น”

                “....”

                “จงอินนา.. พ่อพี่กับพ่อนายไม่เคยทะเลาะกันจริงจังหรอกนะ งอนกันตามประสาคนแก่เท่านั้นแหละ”

                จงอินส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ เมื่อรู้สึกว่าทั้งหมดที่เขากำลังตั้งใจทำนั่นมันบ้าบอสิ้นดีเมื่อปาร์ค ชานยอลโชว์รูปถ่ายจากมือถือที่มีพ่อเขากับพ่อของหมอนั่นถ่ายคู่กันน่าจะไม่นานมานี้ ที่เขารู้ก็เพราะว่าสถานที่นั่นเป็นบ้านของน้าที่พ่อกับแม่เขาไปหลบภัยอยู่ ปาร์ค ชานยอลค่อยๆแกะเทปปิดปากอย่างเบามือเมื่อได้ยินเสียงอู้อี้ในลำคอเขา

                “พี่หานายแทบตายรู้ไหม เป็นห่วงจนเป็นบ้า ยิ่งพอรู้ว่านายไม่ได้ตามคุณลุงคุณป้าไปพี่ยิ่งโกรธตัวเอง”

                “เหอะ—”

                “ผ่านมาสามเดือนทำตัวเล็กของพี่เถื่อนขึ้นเล— โอ้ย”

                คิม จงอินก้มหน้าก่อนจะใช้ศีรษะกระแทกเข้าที่ปลายคางอีกคนจนเกิดเสียงดัง ชานยอลร้องโอดโอยและทรุดตัวลงบนที่นอนอย่างสำออย“ใครของพี่ห้ะ! อย่ามามั่วนักได้ปะ”

                “จงอินนาใจร้ายจัง”แม้ปากอิ่มจะพูดแบบนั้นแต่แววตาเจ้าเล่ห์ที่ถูกส่งออกมากลับตรงข้ามโดยสิ้นเชิง คิม จงอินไม่หลบสายตาส่อแววประหลาดนั้นพร้อมเอ่ยย้ำอีกคนชัดเจน

                “พี่ ผมไม่ใช่เกย์!!”

                “พี่ก็ไม่ใช่เกย์ พี่แค่ชอบจงอิน”

                “โอ้ย แล้วทำไมผมต้องมาคุยเรื่องนี้กับพี่ด้วยวะ”คนผิวแทนสบถอย่างหัวเสียพร้อมกับหันหลังให้อีกคนแก้มัดมือให้“แกะให้ไวเลย”

                “ก็งานใหญ่ที่นายหวังจะมาถล่มบริษัทมันคลี่คลายแล้วไง”ชานยอลยกยิ้มขำท่าทางอีกคนพร้อมก้มแกะมัดที่ตัวเองผูกไว้ รอยแดงรอบข้อมือสีแทนทำเอาคนมัดรู้สึกผิด มือหนาลูบรอยอย่างแผ่วเบาแต่คนตรงหน้ากลับสะบัดมือแล้วรีบหันกลับมาพร้อมท่าทางตกใจ

                “พ พี่รู้ได้ไง”

                “อ้อ เซฮุนบอกน่ะ”

                “อะไรนะ?”ไม่ทันที่จะได้ขมวดคิ้วสงสัย เสียงจากมือโทรที่อยู่ในกางเกงชานยอลก็ดังขึ้นอีกครั้งเหมือนเป็นการตอกย้ำให้รู้ว่ากูแอบฟังพวกมึงอยู่ ฮิ

                [เห้ย จงอินกูโดนบังคับอ่ะมึง เอ่อ กูวางสายล่ะนะ บายย] คิม จงอินลอบสบถอย่างหัวเสียเมื่อรู้ว่าเพื่อนรักของเขาแอบหักหลังด้วยการเอาเรื่องนี้ไปบอกคนอื่น ไว้เจอกันจะโดนไม่ใช่น้อย เซฮุน

                “ทำแบบนี้ไม่ดีเลยนะ เกิดนายเป็นอะไรไปขึ้นมาพี่จะทำยังไง”

                “ทำอะไรไม่ได้ก็ตายไปเหอะ”

                “ปากร้ายแบบนี้น่าจับมาตบด้วยปาก”

                เพี๊ย—

                “โอ้ยย ตบปากพี่ทำไม”

                “ขนลุก!”คิม จงอินทำทียกมือขึ้นลูบแขนตัวเอง คนตัวสูงกว่ามองพร้อมหัวเราะอย่างอารมณ์ดีที่กวนอารมณ์เขาได้สำเร็จ แต่ถึงปากจะว่าไปอย่างนั้น แต่คิม จงอินกลับสงสัย—



                ทำไมใจมันเต้นแรงจังเลยวะ!!



TRANSFORMER


                               
                แล้วก็เป็นอย่างที่ปาร์ค ชานยอลพูดเอาไว้ หลังจากผ่านวันนั้นมาสองสัปดาห์ สองสัปดาห์ที่จงอินทำได้เพียงนั่งๆนอนอยู่ในบ้านหลังใหญ่นี้โดยออกไปไหนไม่ได้เพราะปาร์ค ชานยอลสั่งห้าม และในตอนนี้ข่าวฉาวเกี่ยวกับบริษัทยักใหญ่คิมกรุ๊ปก็ถูกนำมาเสนออีกครั้งเพราะเนื่องด้วยจากการที่บอร์ดบริหารถูกจับยกแก๊ง กล้องในจอนั้นถ่ายทอดสดเหมือนกับไปนั่งรออยู่หน้าบริษัทนานแล้วหรือไม่ก็มีใครโทรไปบอกล่วงหน้าเอาไ— เดี๋ยวนะ คิม จงอินลุกขึ้นนั่งหลังตรงพร้อมขมวดคิ้วมองจอทีวีอย่างตั้งใจ เมื่อวานชานยอลบอกเขาว่าวันนี้ให้เปิดทีวีเอาไว้เพราะจะมีอะไรสนุกๆให้ดู อย่าบอกนะว่า— ไม่นานภาพในจอก็ฉายใบหน้าขอปาร์ค ชานยอลที่ยกยิ้มอยู่อย่างหน้าหมั่นไส้เมื่อนักข่าวกำลังพยายามยื้อแย่งกันเข้าไปรุมสัมภาษณ์ แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือใบหน้าของพ่อเขาที่จงอินไม่ได้เห็นมาหลายเดือน พ่อมาตั้งแต่เมื่อไหร่!

                นักข่าวต่างยื้อแย่งกันส่งคำถามไปยังผู้ถูกกระทำอย่างพ่อของเขาว่ารู้สึกอย่างไรที่ถูกบอร์ดบริหารตั้งใจจะฮุบบริษัทไว้ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ทำไมชานยอลถึงไม่บอกว่าพ่อเขากลับมาแล้ว

                “จงอิน”เสียงเรียกที่คุ้ยเคยเรียกให้เจ้าของร่างผิวแทนหันขวับไปยังประตูหน้าบ้านที่เปิดกว้างเอาไว้

                “แม่!!”ร่างสูงรีบลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมกับวิ่งเข้าไปกอดคนเป็นแม่อย่างเต็มรักแต่ทว่า— “โอ้ยยยยยย แม่ หยิกพุงเค้าทำไม”คิมจงอินงอตัวจนเป็นกุ้งทอดหลังจากที่กอดแม่ได้ไม่ถึงสามวิ มือเรียวของคนตรงหน้าก็ส่งมาหยิกพุงเขาอย่างเต็มรัก

                “แม่อยากจะเอาไม้เรียวมาตีเราด้วยซ้ำ ทำไมทำแบบนี้ห้ะ!”ไม่ว่าเปล่า มือเรียวของหญิงวัยกลางคนก็ส่งมาฟาดที่ต้นแขนเขาซ้ำพร้อมกับส่งมืออีกข้างมาดึงหูอาไว้

                “เค้าเจ็บนะแม่”คิมจงอินลากเสียงยาวเมื่อคนเป็นแม่ดึงเข้าที่หูอยู่นานก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นโอบกอดเขาไว้แน่น เสียงสะอึกของแม่ทำจงอินใจเสีย

                “ทำไมทำอะไรไม่คิด! ถ้าแกเป็นอะไรไปแม่จะทำยังไงไอ้หมีโง่”

                “เค้าขอโทษครับแม่ แม่หมีไม่โกรธน้า”มือรีบโอบกอดตอบพร้อมกับโยกตัวไปมาคิม กาอินถึงหยุดร้องไห้ได้ ก่อนจะพากันไปนั่งที่โซฟา กาอินเอ่ยถามสารทุกข์สุกดิบของลูกชายตัวดีที่ทำเป็นเก่งเกินตัวแต่ก็ไม่วายที่จะอดฟาดแขนสีแทนนั่นไม่ได้

                “ถ้าพี่ชานยอลไม่ช่วยแกไว้จะเป็นยังไงห้ะ”

                “ไม่มีมันผมก็— โอ้ย แม่!

                “ปากเสีย ใครบอกให้เรียกพี่เขาว่ามัน ตีปากตัวเองเดี๋ยวนี้เลยจงอิน!

                “แม่อ่ะ!”คิมจงอินคว่ำปากอย่างน้อยใจที่แม่ของเขาดูจะเข้าข้างคนอื่นมากกว่าลูกในไส้อย่างจงอินคนนี้ คิม กาอินเห็นอย่างนั้นก็อดที่จะบิดปากลูกชายอย่างหมั่นเขี้ยวไม่ได้

                “ต่อไปแม่จะฝากให้พี่ชานยอลดูแลและคุมความประพฤติลูกซะให้เข็ด”

                “เห้ย ไม่เอานะแม่!

                “ยังไงก็ต้องเอา”

                “ไม่เอาอ่ะ!

                “คิม จง อิน

                “แม่อ่ะ!”แล้วริมฝีปากหนาก็คว่ำเป็นถ้วยอีกครั้งเมื่อเถียงคนเป็นแม่ไม่ได้ เรียวคิ้วหนาขมวดอย่างขัดใจก่อนจะหันหลังหนีแม่บังเกิดเกล้าที่มองมาอย่างกดดัน กาอินมองลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอย่างระอาใจกับความดื้อรั้นยกมือขึ้นแตะบ่าหนาของเจ้าลูกชายก่อนเตรียมเอ่ยง้อ—

                “สองแม่ลูกงอนอะไรกันอีกละเนี่ย”เสียงทุ้มอบอุ่นถูกส่งมาจากหน้าประตู คิมจงอินหันไปมองพร้อมกับรีบลุกไปหาอย่างเด็กขี้ฟ้องแต่ก็อดที่จะกอดพ่อของตัวเองก่อนไม่ได้ สามเดือนที่ห่างกันเขาคิดถึงพ่อกับแม่ที่สุด

                “ก็แม่จะให้ชานยอลมันมาดูแลผมอ่ะ”

                “จงอิน! แม่บอกว่ายังไงเรียกพี่เขาดีๆ”

                “ก็ดีแล้วนี่”คิมจองโมว่าพร้อมหัวเราะอย่างคนแก่อารมณ์ดี อาจเพราะปัญหาต่างๆนาๆได้ผ่านพ้นไปแถมคนชั่วก็ไม่ลอยนวลเพราะถูกอายัดทรัพย์สินและถูกขังเอาไว้ในซังเต

                “พ่อ!!

                “เอะอะอะไรเสียงดังกันนี่”

                “ลุงซึงรี ลุงมินโฮ”คิมจงอินมองไปข้างหลังพ่อก็พบว่าคนแก่อีกสองคนได้เดินเข้ามาเพิ่มแล้ว คนอายุน้อยก้มหัวเคารพคนทั้งสอง สายตามองเลยไปด้านหลังก็เห็นแม่ของชานยอลและแม่ของเซฮุนกำลังคุยกันอย่างออกรสขณะที่เดินเข้ามาพลันสายตาก็เหลือบไปเห็นเพื่อนรักที่ก้มๆย่อๆอยู่หลงพ่อตัวเอง “โอ เซฮุน”

                “จ๋า”ใบหน้าขาวโผล่พ้นไหล่พ่อของตัวพร้อมตอบเสียงหวานเพื่อเอาใจ

                “เรามีเรื่องต้องคุยกันนะเพื่อนรัก”คิม จงอินกดเสียงต่ำพร้อมยกยิ้มเย็นยะเยือกที่มีเพียงโอเซฮุนเท่านั้นที่สัมผัสได้

                เมื่อหญิงวัยกลางคนทั้งสองเดินมาถึงหน้าประตูโดยมีแม่เขาเข้ามาสมทบอีกคนคิม จงอินจึงถามเหตุผลการรวมตัวในครั้งนี้ โดยพวกเธอตอบว่าเป็นการเลี้ยงฉลองให้กับคิมกรุ๊ปที่กลับมาได้เหมือนเดิมจึงมีการจัดปาร์ตี้เล็กๆในเย็นวันนี้ หลังจากที่แม่ๆพ่อๆแยกย้ายกันไปตามตำแหน่งของตัวเอง คิม จงอินก็จัดการลากเพื่อนรักที่ทำท่าจะหนีไปช่วยแม่ตัวเองเตรียมอาหารมาที่ห้องได้ พร้อมกับการสอบปากคำครั้งใหญ่


                “มึงหักหลังกู”น้ำเสียงเย็นยะเยือกเรียกขนตามร่างการของโอ เซฮุนให้ลุกฮือพรึบพรับกันอย่างพร้อมเพรียง ก่อนน้ำเสียงแหบแห้งจะรีบเอ่ยแก้ตัวไปอย่างทันที

                “จงอินน กูไม่ได้หักหลัง คือเรื่องมันยาวแล—”

                “กูมีเวลาให้มึงเล่า”

                “เออๆๆๆ”โอ เซฮุนบึนปากพร้อมหลับตาพยักหน้ารัวๆก่อนจะเดินดิ่งไปทิ้งตัวนั่งที่เตียงนอน“อยากรู้ไร”

                “แม่กูรู้เรื่องนี้ได้ไง”

                “เขารู้ตั้งแต่แรกละ มึงพลาดเองที่มาปรึกษาพ่อกู”สิ้นคำตอบของคนผิวขาว คิมจงอินก็ต้องกลับมาขมวดคิ้วอีกครั้งก่อนจะเลิกคิ้วใส่คนตัวขาวเพื่อเร่งให้เล่าต่อว่าทำไม
                “ก็พ่อกูอ่ะ ติดต่อกับพ่อมึงแล้วพ่อชานยอลตลอดก็เพื่อนกันนี่หว่า เขากำลังวางแผนจะเอาบริษัทคืนกันอยู่แล้ว แต่มึงก็ดันคิดการใหญ่เหมือนกันพ่อกูเลยต้องรีบทำท่าช่วยมึงไง เพื่อไม่ให้มึงทำเสียเรื่องก่อนที่พวกเขาจะทำสำเร็จ”

                “มึงรู้อยู่แล้ว?”

                “ไม่ๆๆๆ”โอ เซฮุนรีบเอ่ยปฏิเสธทันทีก่อนที่จะถูกเพื่อนรักฆ่าด้วยสายตา “กูก็พึ่งรู้ตอนที่มึงโทรมาแล้วบอกว่าชานยอลจับตัวอ่ะ พ่อกูถึงเล่าให้ฟัง”

                “แล้วมึงก็ไม่บอกกูนี่นะ”

                “เอ้า กูก็คิดว่าชานยอลมันบอกมึงแล้วไง”เซฮุนเลิกคิ้วตอบไปอย่างหาเรื่องเพราะข้อหานี้เขาไม่ได้ผิดนี่หว่า

                เมื่อหมดคำถามที่จะถามเพื่อนสนิทไป คิมจงอินก็คลายคิ้วที่ขมวดเอาไว้ความรู้สึกตอนนี้คงบอกได้เลยว่ารู้สึกเหมือนเป็นเด็กน้อยที่คิดทำเรื่องใหญ่บ้าๆโดยมีผู้ปกครองคอยแอบสอดส่องดูแลเอาไว้โดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว เรื่องบ้าๆที่ทำให้ผู้ใหญ่เขาต้องลำบากกัน

                “เอาน่า ที่มึงทำก็เพื่อครอบครัว ไม่มีใครว่ามึงหรอก”

                “...”

                คิมจงอินไม่ตอบรับอะไร ก่อนจะเดินออกมาจากห้องไม่สนใจเสียงเรียกของเพื่อนสนิทที่ดังไล่หลังมา ร่างสูงพาตัวเองมาถึงบนดาดฟ้าของบ้านปาร์คกรุ๊ป ท้องฟ้าที่กำลังจะถูกกลืนกินด้วยความมืดเป็นจุดรวมสายตาของเขาได้อย่างดี ถึงแม้เรื่องจะคลี่คลายแต่เขากลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กโง่คนหนึ่งที่เกือบจะทำทุกอย่างให้พังราบเพราะความไม่รู้จักคิด น้ำตาของแม่ที่ไหลออกมาเมื่อตอนเย็นยังคงย้ำว่าเขาทำเรื่องที่ไม่สมควรที่สุด ถ้าหากเขาเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆมันคงจะเป็นเรื่องแย่ที่สุดที่ทำให้พ่อแม่ต้องผิดหวังและเสียใจ

                “มานั่งอะไรคนเดียวตรงนี้”น้ำเสียงทุ้มที่เขาจำได้เป็นอย่างดีดังจากด้านหลัง จงอินไม่สนใจที่จะตอบหรือหันกลับไปมอง เพราะที่อีกคนมาที่นี่คงไม่พ้นถูกแม่เขาวานขึ้นมาดูแลเขา

                “...”

                “ถ้าคิดไม่ผิด พี่คิดว่าเรากำลังรู้สึกผิดอยู่ใช่ไหม”

                “...”

                “ที่เราทำก็เพื่อครอบครัว ไม่มีใครโกรธหรอก”ประโยคคุ้นเคยที่ได้ยินจากปากเพื่อนรักถูกส่งมาอีกครั้งแต่ครั้งนี้กลับทำให้เขารู้สึกอุ่นใจมากกว่า มันทำให้เขารู้สึกผิดน้อยลงกับการกระทำบ้าๆนั่น จงอินยังคงส่งคำตอบเป็นความเงียบอยู่เหมือนเดิม ในหัวมีแต่ความรู้สึกผิดมากมายเต็มไปหมดแม้มันจะลดน้อยลงมาแต่ก็เพียงนิดเดียว นิ้วโป้งของอีกคนถูกส่งมาปาดบางอย่างบนใบหน้าเขา ซึ่งคิมจงอินก็มาพบพร้อมกันว่าเขา—

                “ไม่ร้องไห้นะคนเก่งของพี่”

                “ฮึก—”คิมจงอินไม่อาจรู้ตัวเลยว่าร้องไห้ตั้งแต่เมื่อไหร่ จนกระทั่งตอนนี้— เขาก็ไม่รู้ตัวเลยว่าเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนแกร่งของคนตรงหน้าได้อย่างไร เจ้าของผิวแทนซบหน้าลงไหล่กว้างอย่างอ่อนล้าพร้อมปล่อยหยาดน้ำตาออกมาจนเสื้ออีกคนเปียกชื้น

                “ผม ไม่ได้ตั้งใจ ฮึก”

                “พี่รู้— พี่รู้”มือหนาค่อยๆลูบหัวคนในอ้อมกอดเพื่อปลอบประโลม คิม จงอินคงเสียขวัญกับเรื่องนี้อยู่มาก แต่จงอินไม่ผิดเลยสักนิด ทุกคนผิดเหมือนกันหมดพวกคุณลุงก็ผิดที่ไม่ยอมบอกอะไรจงอินเลย เขาก็ผิดที่ไม่สามารถดูแลจงอินได้ในยามที่อีกคนลำบาก เขาแทบบ้านตอนที่คุณลุงจองโมบอกพ่อว่าจงอินไม่ได้ขึ้นเครื่องไปด้วย แถมเด็กนี่ยังหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ยังดีที่จงอินนำเรื่องที่จะทำมาปรึกษาลุงซึงรีพวกเราถึงห้ามจงอินไว้ก่อนได้ไม่อย่างนั้นอินซางต้องได้ตัวจงอินไปแน่ เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ชานยอลก็ได้นึกย้อนไปยังที่ลูกน้องบอกโทรมาแจ้งว่าเจอจงอินแล้วแต่ถูกนักเลงจับตัวไป เขารู้สึกขอบคุณพระเจ้าในตอนนั้นที่พวกลูกน้องเขาสามารถตามรถที่จับจงอินได้ทันก่อนจะพาจงอินมาที่บ้านเขาแทน ถ้าหากไม่ทันพวกนักเลงนั่นต้องพาจงอินไปให้อินซางแน่

                เสียงอู้อี้ดังออกมาจากอ้อมกอดเรียกสติให้คนอายุมากกว่ารู้สึกตัว คิม จงอินขยับตัวเล็กน้อยเพื่อแทนการบอกให้อีกคนคลายอ้อมแขน แต่คนแก่วัยกว่ากลับไม่ทำตามแถมยังรั้งร่างผิวแทนให้เอนซบตัวเองยิ่งกว่าเดิม

                “ปล่อย— นะ”

                “เห้อ เมื่อกี้เด็กขี้แยคนไหนกอดพี่แน่นเลยน้า”

                “ปล่อยโว้ยยย”คิม จงอินดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแข็งแกร่งอีกคนก่อนจะจัดการใช้มือทุบหลังอีกคนจนเกิดเสียงดังอั่กอยู่หลายที ปาร์คชานยอลเบ้หน้าเหยเกแต่ก็ยังไม่ยอมคลายอ้อมแขนให้อีกคนเป็นอิสระ

                “อยากตายรึไง ปล่อยโว้ยย”

                สุดท้ายชานยอลก็ทนหมัดหนักที่กระหน่ำรัวลงมาไม่ได้จึงต้องรีบคลายอ้อมแขนให้อีกคนผละตัวออกไป คิม จงอินก้มหน้างุดพร้อมลุกขึ้นอย่างรวดเร็วแต่ไม่ทันที่จะได้วิ่งออกไปแขนแกร่งก็คว้าเอวคนอ่อนกว่าจนร่างทั้งร่างทรุดคร่อมลงมาที่ตักของชานยอลในท่าล่อแหลมต่อคนที่มาพบเห็น

                “อุสส่าสละไหล่ให้จนเปียกไม่คิดจะขอบคุณหน่อยหรอ”

                “ก็ไม่ได้ขอ”คนปากเก่งยังคงอวดดีอยู่นั้นโดยที่ไม่รู้สถานะตัวเองตอนนี้เลย ชานยอลรั้งเอวอีกคนให้เขามาชิดยิ่งกว่าเดิมพร้อมออกแรงกักบริเวณคนบนตัวไม่ให้ออกไปได้ จงอินขมวดคิ้วพร้อมดิ้นสุดแรงแต่การกระทำนั้นกลับทำให้เขาหน้าแดงเป็นลูกตำลึงขึ้นมาได้ ก็เพราะไอตรงนั้นมัน—

                “อา.. อย่าดิ้นสิ”

                “ทำเสียงเหี้ยไรนี่!!”คนผิวแทนฟาดมือไว้ที่ไหล่อีกคนอย่างแรงแต่ก็ต้องนั่งนิ่งเหมือนเดิมเพราะแรงรัดที่เอวมันแน่นขึ้นกว่าเก่า

                “หึ”ชานยอลยกยิ้มมุมปากเมื่ออีกคนนั่งนิ่งจนตัวแข็งทื่อพร้อมกับก้มหน้าที่ถูกเฉดสีแดงสาดใส่จนชิดออก ร่างสูงก้มมองอีกคนอย่างนึกแกล้งซึ่งคนตรงหน้าก็ทำเพียงเบี่ยงหน้าไปอีกทางเพื่อหลบเท่านั้น

                “ไม่ตอบแทนพี่เลยหรอ น่าน้อยจะ—”เสียงทุ้มถูกตัดขาดไปราวกับถูกตัดสวิตช์ มือทั้งสองข้างที่เคยกักกันคนตรงหน้าเอาไว้อ่อนแรงลงจนไร้เรี่ยวแรง

                คิม จงอินผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนจะรีบวิ่งออกไปแต่ก็ไม่วายเตะขาเขาทิ้งท้ายอีกหนึ่งที แต่ปาร์ค ชานยอลกลับยิ้มกว้างจนเห็นฟันเรียงครบ32ซี่อย่างแมวน้ำเสียสติ เขาไม่สามารถหุบยิ้มลงได้เลยสักนิดเมื่อนึกย้อนไปเมื่อครู่นี้—


                ย้อนไปที่จงอินใช้ริมฝีปากอิ่มของตัวเองทาบทับมาตำแหน่งเดียวกันกับปากของเขา


            “อือ... พอใจยัง”




                จบเถ๊อะ